วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

สร้างไอคิวยังไงดี

ก่อนที่จะมาหาวิธีเสริมสร้างไอคิว เรามารู้กันก่อนดีกว่าว่า ไอคิว นี้คืออะไร
   ไอคิว ย่อมาจาก Intelligence Quotient คือ  ความฉลาดทางสติปัญญา  แค่ฟังก็น่าสนใจแล้ว

       สิ่งที่กำหนดความสามารถอันน่าสนใจของเรานี้มีอยู่ 2 องค์ประกอบค่ะ ได้แก่ 

1.พันธุกรรม ความสามารถของพ่อแม่ ลักษณะความปกติทางสมองและทางสมองและทางกาย โดยส่วน  มากจะพบว่าลูกๆ มักจะมีไอคิวสูงตามพ่อแม่
2.สิ่งแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดู รวมถึงการปลูกฝังในเรื่องการฝึกฝนและพัฒนาตนเองของเด็ก
 ในเมื่อเรารู้ถึงที่มาของไอคิวแล้ว เรามาหาวิธีพัฒนาความสามารถเหล่านี้กันดีกว่า
http://www.vcharkarn.com






จากการสืบค้นข้อมูลเราก็พบเรื่องที่น่าสนใจ คือ จากคำบอกเล่าของ ผศอย.ดร.อุษณี อนุรุทธ์วงศ์ รองประธานโครงการจัดตั้งสถาบันวิจัย และพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษ บอกว่า "ไอคิวของคนเรา นั้นสามารถพัฒนาได้อยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เลยทีเดียว แต่ก็สามารถหยุดพัฒนาได้ทุกเมื่อเช่นกัน"

อย่างนี้มีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยพัฒนาไอคิวได้เราลองมาดูกันดีกว่า

  1. นอนหลับอย่างเพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนช่วยกระตุ้นให้คุณ ดึงความทรงจะในเรื่องที่พึ่งเรียนรู้ไปไม่นานกลับคืนมาได้ แม้ว่าความทรงจำนั้นจะถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่ๆ ไปแล้วหลายชั่วโมงก็ตาม
  2. ทานอาหารเสริมบำรุงสมอง ในเมื่อไอคิว คือ ความสามารถของสมอง ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องบำรุงสมองให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ
  3. นั่งสบายๆ การนั่งสบายๆ หาเก้าอี้ที่เหมาะสม จะทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ทำให้สมองได้รับอาหารและออกซิเจนไปล่อเลี้ยงอย่างสมำ่เสมอ
  4. ดนตรีฟังสบาย การฟังดนตรีสบายๆ อาจเป็นของโมซาร์ท สามารถพัฒนาไอคิวได้เช่นกัน เพราะสมองที่ต้องตรากตรำหนักเมื่อได้พัก โดยการปล่อยใจไปกับดนตรีสบายๆ ก็จะช่วยให้สมองปลอดโปร่งได้ไม่น้อย
  5. พยายามใช้มือข้องที่ไม่ถนัด เพื่อจะได้พัฒนาสมองทั้งสองซีกในเวลาเดี่ยวกัน
  6. เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ การเล่นเกมส์จะทำให้เราจำเป็นต้องใช้ความพยายาม พยายามครั้งแล้วครั้งเล่า อาจทำให้เราได้รับความลำบากบ้างแต่สิ่งที่จะได้กลับมาคือ ความอดทนและวิธีการใหม่ๆที่จะได้รับชัยชนะ
  7. เสริมสร้างไอคิวจากการอ่าน การอ่านเป็นการเพิ่มพูนความรู้ เก็บเข้าคลังสมอง และสามารถดึงมาใช้ได้ในสถานการณ์ที่จำเป็น 
ทั้ง 7 ข้อนี้เป็นวิธีการพัฒนาสมองอย่างง่ายๆ แถมสนุกอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเราพัฒนาสมองได้เต็มที่แล้วอย่าลืมพัฒนาอีคิว(ความฉลาดทางอารมณ์) ให้แข็งแกร่งเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข  

  สุดท้ายนี้ หากประสบการณ์ดีๆ หรือเคล็ดลับเยี่ยมๆในการพัฒนาไอคิว ก็มาร่วมแสดงความคิดเห็นได้ หรือหากมีปัญหาเกี่ยวกับเด็กในความดูแลที่ยังแก้ไม่ตกก็มาร่วมแบ่งปัน แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ไปด้วยกัน

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

โรคสามาธิสั่น

สวัสดีผู้มาเยือนทุกท่าน 

 ยินดีตอนรับสู่กระดานดำ   บล็อกมือใหม่ มิตรสหายครู

ด้วย ความที่เติมโตมากับวงการครู ตั้งแต่อนุบาลจนกระทั้งตอนนี้ก็ยังมีชีวิตที่เกี่ยวข่องกับอาชีพครู เลยอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ ให้คุณครู นักเรียน และผู้ที่สนใจ เชิญมาร่วมแบ่งปันความรู้ ความสุข ปัญหา และเกร็ดเล็กน้อยที่เป็นประโยช์ต่อการจักการศึกษากันน่ะค่ะ


เด็กสมาธิสั้น

วันนี้ เป็นวันแรกขอเริ่มจากปัญหาที่พบบ่อยในบางชั้นเรียน นั่นคือ ปัญหาสมาธิสั้นของเด็ก ก่อนจะพูดถึงวิธีแก้ไข เรามารู้จักโรคนี้กันก่อนดีกว่า 

โรคสมาธิสั่น หรือ add ย่อมาจากคำว่า attention deficit disorde ขอเรียกสั้นๆว่า โรคadd แล้วกันนะคะ 

อาการ ของโรคadd เป็นอาการขาดความสามารถควบคุมตัวเอง ทำกิจกรรมบางอย่างได้ไม่นาน จะเกิดหลายแบบมากแถมยังเกิดควบคู่กับอาการอื่นอีก เช่น ปัญหาทางอารมณ์ และปัญหาทางการเรียนพ่วงมาด้วย

www.diaryclub.com

วิธีสังเกตุอาการของโรคสมาธิสั่น

  1. ทำงานที่ได้รับไม่สำเร็จ
  2. ไม่มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเรียน การฟัง หรือแม้แต่การเล่น
  3. ทำของใช้หายบ่อยๆ ขี้ลืม
  4. วอกแว่กง่าย
  5. ไม่ชอบทำงานที่ต้องใช้สมาธิ
  6. ชอบวิ่งเล่น นั่งไม่ติดที่
  7. พูดแทรกเวลา พ่อแม่ ครู พูดยังไม่ทันจบประโยค
  8. คอยไม่เป็น
นี้เป็นเพี่ยงอาการคราวๆ ที่หากเกิดกับลูกหรือเด็กในชั้นเรียน คุณครูหรือผู้ปกครองต้องรีบเอาใจใส่เป็นพิเศษแล้วล่ะคะ

วิธีรักษา
หากเด็กในความดูแลเกิดอาการเหล่านี้คุณครู และผู้ปกครองคงนั่งไม่ติดเป็นโรคสมาธิสั่นเพิ่มอีกคนแน่ แต่ก็ยังพอมีวิธีดีๆมาช่วยรักษาอาการเหล่านี้ได้อยู่ค่ะ
  1. เชื่อมั่นในความสามารถในตัวเอง ก่อนที่จะดูแลเด็กๆเหล่านนี้
  2. สร้างความเชื่อมั่นในตัวเองให้เด็ก อาจ ให้ ทำกิจกรรมที่ง่ายต่อการประสบความสำเร็จ
  3. สร้างตารางเวลาที่แน่นอนแก่เด็ก เพราะเด็กไม่สามารถควบคุมตนเองได้
  4. คอยเตือนเด็กในยามที่เริ่มจะมีอาการวอกแวก อาสบตาบ่อยๆ หรือให้นั่งใกล้ๆครู
  5. ให้การเสริมแรง เป็นการสร้างกำลังใจให้เด็กในทุกครั้งที่ทำงานสำเร็ง อาจเป็นรางวัลเล็กๆน้อยๆ
  6. ถามความต้องการของเด็ก เด็กทีี่เป็นโรคสมาธิสั้นจะชอบพูดอยู่แล้ว การถามเด็กตรงๆจะทำให้ได้คำตอบที่ถูกต้องและแม่นยำมากกว่าการสังเกตเอง
  7. พยายามหากิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิในเวลาสั่นๆ ให้เด็กทำแล้วค่อยๆเพิ่มระดับความยาก
  8. ฝึกให้เด็กนั่งสมาธิ ทำจิตใจสงบๆในระยะเวลาสั้นๆ อาจให้ประคองแก้วน้ำที่มีน้ำปริมแก้วส่งไปมาในกลุ่มเพื่อน และอย่าลืมรางวัลสำหรับคนเก่ง และคำชมเชยเพราะๆให้ทุกคนในกลุ่มด้วยนะ
  9. สามารถรักษาทางยา อาจปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาที่ปลอดภัยและเหมาะสมกันเด็ก
วิธีต่างๆที่กล่าวมานี้ เป็นแนวทางในการรักษาอย่างคราวๆ ซึ่งผู้ปกครองหรือคุณครู สามารถประยุกต์ใช้และสร้างวิธีใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาอีกได้ตามความเหมาะสม แต่อย่าลืมนะค่ะ ว่าเด็กทุกคนเกิดย่อมต้องการความรัก ความเข้าใจ หากได้รับกำลังใจที่ดี เด็กที่มีปัญหาในด้านสมาธิก็มีโอกาสสูงมากที่จะปกติเหมือเด็กทั่วไปได้

+++++ใครมีประสบการณ์ดีๆ วิธีแก้ปัญหาโรคสมาธิสั่นของเด็ก หรือมีปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกเกี่ยวกับเด็กก็เชิญมาแสดงความคิดเห็นได้นะค่ะ แล้วเราจะมาช่วยหาวิธีแก้ปัญหาด้วยกันค่ะ++++++